รวมลิงค์ตัวช่วยเหลือการเข้าถึงเว็บไซต์

หน้าแรก » ประวัติความเป็นมา

ประวัติขององค์กร

    การนำเด็กที่เป็นลูกของคนอื่นมาเลี้ยงดูในครอบครัวเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในสังคมไทยมานานแล้ว เพียงแต่อาจเป็นการเลี้ยงดูเด็กโดยไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย และส่วนใหญ่เกิดขึ้นในหมู่ญาติ พี่น้อง หรือคนที่รู้จักคุ้นเคย
   การรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมายเริ่มขึ้นเมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2477 ซึ่งกำหนดให้ต้องมีการจดทะเบียน ตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 ด้วย

     พ.ศ. 2508 กรมประชาสงเคราะห์ได้ดำเนินการจัดหาครอบครัวให้กับเด็กกำพร้าถูกทอดทิ้งในความอุปการะโดยออกเป็นระเบียบกรมประชาสงเคราะห์ ว่าด้วยการสงเคราะห์เด็กโดยวิธีจัดหาผู้อุปการะให้แก่เด็ก อย่างไรก็ตามการดำเนินงานดังกล่าวก็ยังจำกัดอยู่เฉพาะเด็กในความอุปการะของกรมประชาสงเคราะห์เท่านั้น และโดยเหตุที่ขณะนั้นยังไม่มีข้อกำหนดให้หน่วยงานหรือสถานพยาบาลที่มีเด็กถูกทอดทิ้งต้องส่งเด็กให้กรมประชาสงเคราะห์ ประกอบกับไม่มีกฎหมายหรือองค์กรเฉพาะที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลงานด้านการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม จึงเกิดช่องโหว่ให้มีการแสวงหาผลประโยชน์จากเด็ก ในรูปแบบของการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ในช่วงปี พ.ศ.2519-2520 พบว่ามีการลักลอบซื้อขายเด็กให้กับชาวต่างชาติจำนวนมาก คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นจึงได้มีมติเรื่อง "มาตรการป้องกันการซื้อขายเด็ก" ห้ามโรงพยาบาล สถานพยาบาลต่างๆ ยกเด็กให้แก่ผู้ใดไปเลี้ยงดูหรือรับไปเป็นบุตรบุญธรรมและต่อมาได้มีมติให้จัดตั้ง "ศูนย์อำนวยการรับบุตรบุญธรรม" เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2520 ในขณะเดียวกันก็ได้มีการร่างกฎหมายเฉพาะออกมาเรียกว่า พระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เป็น "ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม" จนปัจจุบัน นับตั้งแต่นั้นมา การรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมไม่ว่าผู้เยาว์นั้นจะเป็นเด็กมีบิดามารดาหรือเด็กกำพร้าถูกทอดทิ้งต้องดำเนินการภายใต้ข้อกำหนด ของพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม

    ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภาระหน้าที่รับผิดชอบในการให้บริการด้านการจัดการสวัสดิการเด็กโดยการจัดหาครอบครัวทดแทน ทั้งครอบครัวทดแทนชั่วคราว (อุปถัมภ์) และครอบครัวทดแทนถาวร (ครอบครัวบุญธรรม) ให้แก่เด็กกำพร้า ถูกทอดทิ้งในความอุปการะของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เด็กที่บิดามารดาที่แท้จริงยินยอมยกให้ เนื่องจากไม่สามารถให้การอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ และเด็กที่มีคำสั่งศาลแทนการให้ความยินยอมของบิดามารดาเด็ก โดยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งระเบียบและอนุสัญญาต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เด็กได้มีโอกาสเติบโตอย่างเหมาะสม ในสภาพครอบครัวที่แท้จริง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อหาครอบครัวที่เหมาะสมในการทำหน้าที่บิดามารดาให้แก่เด็ก เพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม รวมทั้งด้านการศึกษา และสามารถมีชีวิตเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมต่อไปในอนาคต

        นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เป็นหน่วยงานกลางที่มีหน้าที่ในการพิจารณาคำร้องขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมทั้งของชาวไทยและชาวต่างประเทศไม่ว่าเด็กนั้นจะเป็นเด็กที่มีบิดามารดาหรือเป็นเด็กกำพร้าถูกทอดทิ้งก็ตาม โดยดำเนินงานภายใต้อำนาจของพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะในเรื่องการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ลักษณะพิเศษประการหนึ่ง คือ มีการจัดตั้งคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการต่างๆ และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็ก มีอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นประธาน และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมเป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณากลั่นกรองและสั่งอนุมัติหรือไม่อนุมัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม นอกจากนี้ยังมีการตั้งคณะอนุกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมส่วนกลาง ซึ่งมีรองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน และหัวหน้าฝ่ายเลขานุการเป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อทำหน้าที่พิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติในการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรณีผู้ขอเป็นชาวไทยที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร และตั้งคณะอนุกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมประจำจังหวัดทุกจังหวัดขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกันในส่วนภูมิภาคอีกด้วย
    นอกจากนี้ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมยังทำงานร่วมกับองค์กรภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยองค์กรเอกชนในประเทศที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้เป็นองค์การสวัสดิภาพเด็กที่สามารถดำเนินการให้มีการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ปัจจุบันมีทั้งหมด 4 แห่งด้วยกัน ได้แก่ สหทัยมูลนิธิ มูลนิธิมิตรมวลเด็ก มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย และมูลนิธิสงเคราะห์เด็กพัทยา ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ยังทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการดูแลเรื่องการรับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศโดยเป็นตัวแทนของประเทศไทยตามความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีที่ได้เข้าร่วมลงนามเป็นภาคีในอนุสัญญาว่า ด้วยการคุ้มครองเด็ก และความร่วมมือในการรับรองบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศ (The Hague Convention on Protection of Children and Cooperation in Respect of Intercountry Adoption) เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2545

ดำเนินงานภายใต้กฎหมายต่างๆ

1.

พระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ.2522

2.

พระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2533

3.

พระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553

4.

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

5.

พระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478

6.

กฎกระทรวงที่ออกตามความใน พรบ. การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม

เกี่ยวกับเรา
กฏหมาย ระเบียบ
ข่าวประชาสัมพันธ์
บริการ